วิธีเลือกทนายความ
วิธีเลือกทนายความ – 10 ข้อที่ควรรู้ก่อนว่าจ้าง
สวัสดีครับ ผมทนายภูวงษ์ โพธิ์ไทร ประธานเครือข่ายทนายความ วันนี้จะมาแนะนำวิธีเลือกทนายความให้เหมาะกับคดีของท่านครับ
ก่อนตัดสินใจว่าจ้างทนายความ ท่านควรทำความเข้าใจปัญหาหรือคดีของตนเองก่อน และเตรียมคำถามไว้สอบถามทนายความ เพราะหากเลือกทนายความที่ขาดความรู้หรือขาดประสบการณ์ แทนที่จะช่วยแก้ปัญหา กลับอาจทำให้ปัญหาบานปลาย ในทางกลับกัน ทนายความที่มีความสามารถและประสบการณ์จะช่วยแก้ปัญหาได้รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และคุ้มค่ากับค่าจ้าง
1. หาข้อมูลทนายความก่อน
สอบถามจากญาติ เพื่อน หรือผู้ที่เคยใช้บริการ ค้นหาทางอินเทอร์เน็ต หรือใช้บริการเครือข่ายทนายความของเรา ซึ่งมีทนายความสมาชิกกระจายอยู่ทั่วประเทศ ช่วยจัดหาทนายความในพื้นที่ใกล้ท่านหรือใกล้ศาลที่พิจารณาคดีได้
2. ตรวจสอบใบอนุญาตทนายความ
ผู้ประกอบวิชาชีพทนายความต้องได้รับใบอนุญาตจากสภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เท่านั้น ท่านสามารถขอดูบัตรหรือใบอนุญาต และตรวจสอบรายชื่อทนายความได้ที่เว็บไซต์สภาทนายความ (www.lawyerscouncil.or.th)
เลขใบอนุญาตเขียนในรูปแบบ "ลำดับที่/ปี พ.ศ." เช่น 1000/2555 หมายถึงขึ้นทะเบียนเป็นทนายความลำดับที่ 1000 ของปี พ.ศ. 2555 ปีที่ได้รับใบอนุญาตพอบอกได้คร่าว ๆ ว่าอยู่ในวิชาชีพมานานเท่าใด แต่ไม่ได้บอกประสบการณ์ว่าความจริงเสมอไป บางท่านได้ใบอนุญาตมานานแต่ไม่ได้ว่าความต่อเนื่อง บางท่านเกษียณจากราชการแล้วเพิ่งมาขอใบอนุญาตจึงได้เลขปีใหม่ บางท่านต่ออายุใบอนุญาตใหม่ภายหลังจึงได้เลขใหม่ เช่นตัวผมเอง เดิมได้ใบอนุญาตเลขที่ 543/2531 ต่อมาไปศึกษาและใช้ชีวิตที่สหรัฐอเมริกา เมื่อกลับมาจึงได้ใบอนุญาตเลขที่ 240/2537 ครับ
3. สอบถามประสบการณ์ในคดีลักษณะเดียวกัน
ถามตรง ๆ ว่าทนายความเคยทำคดีประเภทเดียวกับของท่านหรือไม่ และผลเป็นอย่างไร หากไม่เคยทำคดีลักษณะนี้เลย ควรพิจารณาให้รอบคอบ
4. สอบถามความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
ทนายความที่ทำคดีตามกฎหมายเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นประจำ เช่น คดีเช็ค คดีครอบครัวและมรดก คดีแรงงาน คดีที่ดิน หรือคดีบังคับคดี จะมีความชำนาญในเรื่องนั้นมากกว่า ท่านอาจขอดูตัวอย่างคดีที่เคยทำ โดยทนายความต้องปกปิดข้อมูลส่วนตัวของลูกความรายอื่นตามมรรยาททนายความ
5. สอบถามความสัมพันธ์กับคู่ความฝ่ายตรงข้าม
หากทนายความรู้จักหรือมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับคู่ความหรือทนายความฝ่ายตรงข้าม อาจเกิดความเกรงใจหรือผลประโยชน์ขัดกัน ควรเลือกทนายความที่ไม่มีความสัมพันธ์ดังกล่าว หรือเลือกทนายความจากจังหวัดใกล้เคียง
6. สอบถามค่าทนายความและค่าใช้จ่ายให้ชัดเจน
ทนายความมีวิธีคิดค่าจ้างแตกต่างกัน โดยทั่วไปทนายความจะฟังข้อเท็จจริงและให้ความเห็นเบื้องต้นก่อน แล้วจึงเสนอค่าใช้จ่าย ซึ่งมักมี 2 แบบ
- แบบเหมาจ่าย ทนายความรับผิดชอบค่าธรรมเนียมศาล ค่านำหมาย และค่าเดินทางภายในวงเงินที่ตกลง
- แบบแยกรายการ แยกค่าวิชาชีพทนายความออกจากค่าธรรมเนียมศาลและค่าใช้จ่ายจริง ค่าธรรมเนียมที่ชำระต่อศาลจะมีใบเสร็จของศาลทุกครั้ง
หากต้องเดินทางไปศาลต่างจังหวัด ควรถามเรื่องค่าเดินทาง ค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายอื่นให้ครบก่อนตกลง
7. ทำสัญญาจ้างว่าความเป็นหนังสือ
สัญญาจ้างควรระบุขอบเขตงาน ศาลหรือชั้นคดีที่รับผิดชอบ ค่าจ้าง งวดการชำระ และค่าใช้จ่ายที่ตกลงกันไว้ให้ชัดเจน หากข้อความใดไม่ชัดเจน ให้ทนายความชี้แจงก่อนลงนาม
8. เก็บสำเนาเอกสารทุกฉบับ
เก็บสำเนาเอกสารที่มอบให้ทนายความ และขอสำเนาคำฟ้อง คำให้การ คำร้อง และเอกสารสำคัญในคดีทุกฉบับ จัดเก็บเป็นหมวดหมู่เพื่อใช้ติดตามคดี
9. ติดตามคดีและแจ้งข้อมูลใหม่ทันที
แม้มอบหมายให้ทนายความดำเนินการแล้ว ควรติดตามความคืบหน้าอย่างสม่ำเสมอ เพราะผลของคดีตกแก่ตัวท่านเอง หากคู่ความฝ่ายตรงข้ามติดต่อมาหรือมีข้อมูลใหม่ ให้แจ้งทนายความทันที และหากสงสัยเรื่องใดให้ถามทันที อย่าเกรงใจ
10. ตรวจสอบใบเสร็จและการรับเงินแทน
ตรวจสอบใบเสร็จค่าธรรมเนียมศาลทุกครั้ง หากใบแต่งทนายความให้อำนาจทนายความรับเงินจากศาลแทนท่าน ควรสอบถามว่ามีการรับเงินแทนแล้วหรือยัง
ข้อ 6–10 เรียบเรียงจากคำแนะนำในการเลือกทนายความ ในคู่มือติดต่อราชการศาลยุติธรรม
ให้เครือข่ายทนายความช่วยจัดหาทนายความให้ท่าน
เครือข่ายทนายความคัดเลือกทนายความสมาชิกที่มีใบอนุญาตถูกต้อง อยู่ใกล้ท่านหรือใกล้ศาล และติดตามการทำงานในทุกคดีที่ลูกความมอบหมาย ปรึกษาฟรีผ่านแชตบนเว็บไซต์ หรือโทรคอลเซ็นเตอร์ 089 226 8899 (24 ชั่วโมง) ทนายสายตรง 081 803 4097