เตรียมตัวไปอำเภอหรือเขต
การเตรียมตัวไปที่ว่าการอำเภอหรือสำนักงานเขต
เตรียมเอกสารให้พร้อมก่อนไปติดต่อหรือทำธุระที่ที่ว่าการอำเภอ (ต่างจังหวัด) หรือสำนักงานเขต (กรุงเทพมหานคร) ในกรณีต่าง ๆ
ดูที่ตั้งและเบอร์โทรของทุกอำเภอ: รายชื่อที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ
ข้อควรรู้ก่อนไป
- เวลาราชการ วันจันทร์–ศุกร์ 08.30–16.30 น. บางอำเภอหรือบางเขตเปิดบริการวันเสาร์ ควรโทรสอบถามก่อนเดินทาง
- นำบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริงไปทุกครั้ง บางเรื่องใช้บัตรประชาชนดิจิทัลผ่านแอป ThaID แทนได้
- กรณีให้ผู้อื่นไปแทน ต้องมีหนังสือมอบอำนาจ พร้อมบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบและผู้รับมอบ (บางเรื่อง เช่น การจดทะเบียนสมรส การหย่าโดยความยินยอม และการทำพินัยกรรม ต้องไปด้วยตนเอง)
1. การแจ้งเกิด
ต้องแจ้งชื่อคนเกิดให้ถูกต้องตามหลักการตั้งชื่อบุคคล พร้อมกับการแจ้งการเกิด
- คนเกิดในบ้าน ให้เจ้าบ้านหรือบิดาหรือมารดาแจ้งต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่ที่เกิด ภายใน 15 วันนับแต่วันเกิด
- คนเกิดนอกบ้าน ให้บิดาหรือมารดาแจ้งต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่ที่เกิดหรือท้องที่ที่จะพึงแจ้งได้ ภายใน 15 วันนับแต่วันเกิด
เอกสาร: สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน, บัตรประจำตัวประชาชนของผู้แจ้ง, หนังสือรับรองการเกิดจากโรงพยาบาล (ถ้ามี)
2. การแจ้งตาย
- คนตายในบ้าน ให้เจ้าบ้านหรือผู้พบศพแจ้งต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่ที่มีคนตาย ภายใน 24 ชั่วโมงนับแต่เวลาตายหรือพบศพ
- คนตายนอกบ้าน ให้ผู้ที่ไปกับผู้ตายหรือผู้พบศพแจ้งต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่ที่ตายหรือพบศพ หรือแจ้งต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ภายใน 24 ชั่วโมง
- ท้องที่ที่การคมนาคมไม่สะดวก อาจขยายเวลาได้แต่ไม่เกิน 7 วัน หากไม่แจ้งตามกำหนด มีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท
เอกสาร: สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านที่ผู้ตายมีชื่อ (ถ้ามี), หนังสือรับรองการตายจากโรงพยาบาล (ถ้ามี), บัตรประจำตัวประชาชนของผู้แจ้ง
3. การแจ้งย้ายออก
เมื่อผู้อยู่ในบ้านย้ายออก ให้เจ้าบ้านแจ้งการย้ายออกภายใน 15 วันนับแต่วันที่ย้ายออก
- ทะเบียนบ้าน (ฉบับเจ้าบ้าน)
- บัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าบ้าน
- หนังสือมอบหมายจากเจ้าบ้าน และบัตรประจำตัวประชาชนของผู้รับมอบ (กรณีผู้แจ้งไม่ใช่เจ้าบ้าน)
- บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ย้าย (กรณีแจ้งย้ายที่อยู่ของตนเอง)
4. การแจ้งย้ายเข้า
เมื่อมีผู้ย้ายเข้าอยู่ในบ้าน ให้เจ้าบ้านแจ้งการย้ายเข้าภายใน 15 วันนับแต่วันที่ย้ายเข้า หากไม่แจ้งมีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท
- ทะเบียนบ้าน (ฉบับเจ้าบ้าน)
- บัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าบ้าน
- หนังสือมอบหมายจากเจ้าบ้าน และบัตรประจำตัวประชาชนของผู้รับมอบ (กรณีผู้แจ้งไม่ใช่เจ้าบ้าน)
- ใบแจ้งการย้ายที่อยู่ (ท.ร.6) ตอนที่ 1 และ 2 ที่ได้รับจากการแจ้งย้ายออก
5. การแจ้งย้ายปลายทาง (ไม่ต้องกลับไปแจ้งย้ายออกที่ภูมิลำเนาเดิม)
ผู้ย้ายที่อยู่สามารถแจ้งย้ายออกและย้ายเข้าได้ในคราวเดียว ณ ที่ว่าการอำเภอหรือสำนักงานเขตของท้องที่ที่จะย้ายเข้า ทำได้ทุกสำนักทะเบียนทั่วประเทศ ค่าธรรมเนียม 20 บาท หรือยื่นคำขอผ่านแอป ThaID ได้
- ทะเบียนบ้าน (ฉบับเจ้าบ้าน) ของบ้านที่จะย้ายเข้า
- บัตรประจำตัวประชาชนของผู้ย้าย
- เจ้าบ้านที่จะย้ายเข้าไปด้วย พร้อมบัตรประจำตัวประชาชน หรือหนังสือยินยอมให้ย้ายเข้าของเจ้าบ้าน (กรณีเจ้าบ้านไม่ได้ไปด้วย)
- กรณีมอบให้ผู้อื่นไปแทน ต้องมีหนังสือมอบหมาย พร้อมบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาที่ลงชื่อรับรองของผู้มอบและผู้รับมอบ ผู้รับมอบ 1 คนแจ้งย้ายแทนได้ไม่เกิน 3 คน และควรมีความเกี่ยวข้องกัน เช่น เป็นญาติหรือผู้มีส่วนได้เสีย
6. การทำบัตรประจำตัวประชาชน
- ผู้มีสัญชาติไทยที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ต้องทำบัตรเมื่ออายุ 7 ปีบริบูรณ์ ภายใน 60 วันนับแต่วันที่อายุครบ (พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2554)
- ผู้มีอายุเกิน 70 ปีบริบูรณ์ ได้รับยกเว้นไม่ต้องมีบัตร แต่ขอมีบัตรได้
- บัตรหมดอายุ ต้องทำบัตรใหม่ภายใน 60 วันนับแต่วันที่บัตรหมดอายุ
- เอกสาร: ทะเบียนบ้าน, สูติบัตร (กรณีทำครั้งแรก), บัตรเดิม (กรณีบัตรหมดอายุหรือเปลี่ยนชื่อ), หลักฐานการเปลี่ยนชื่อ-สกุล (ถ้ามี)
7. การเปลี่ยนชื่อตัวและชื่อรอง
ตาม พ.ร.บ.ชื่อบุคคล พ.ศ. 2505 บุคคลสัญชาติไทยต้องมีชื่อตัวและชื่อสกุล และจะมีชื่อรองด้วยก็ได้ (ชื่อตัว คือ ชื่อประจำตัวบุคคล / ชื่อรอง คือ ชื่อที่ประกอบถัดจากชื่อตัว / ชื่อสกุล คือ ชื่อประจำวงศ์สกุล) ยื่นคำขอได้ที่สำนักทะเบียนอำเภอหรือเขตที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน
เอกสาร: ทะเบียนบ้าน, บัตรประจำตัวประชาชน, ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว (กรณีบุคคลต่างด้าว)
8. การขอจดทะเบียนชื่อสกุล (ตั้งนามสกุลใหม่)
เอกสาร: ทะเบียนบ้าน, บัตรประจำตัวประชาชน, ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว (กรณีบุคคลต่างด้าว)
9. การขอร่วมใช้ชื่อสกุล
- ขั้นตอนที่ 1 (เจ้าของชื่อสกุล): ทะเบียนบ้าน, บัตรประจำตัวประชาชน, หนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนชื่อสกุล (แบบ ช.2)
- ขั้นตอนที่ 2 (ผู้ขอร่วมใช้ชื่อสกุล): ทะเบียนบ้าน, บัตรประจำตัวประชาชน, หนังสืออนุญาตให้ร่วมใช้ชื่อสกุล
10. การจดทะเบียนสมรส
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 มีผลตั้งแต่ 23 มกราคม 2568 บุคคลสองคนไม่ว่าเพศใดจดทะเบียนสมรสกันได้ เมื่อมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ (อายุต่ำกว่านั้นต้องได้รับอนุญาตจากศาล) จดได้ที่สำนักทะเบียนอำเภอหรือเขตใดก็ได้ ทั้งสองฝ่ายต้องไปด้วยตนเอง
- บัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่นที่ทางราชการออกให้ ของทั้งสองฝ่าย
- ทะเบียนบ้าน
- พยานบุคคล 2 คน พร้อมบัตรประจำตัวประชาชน
- กรณีผู้เยาว์ ต้องมีบิดามารดาหรือผู้แทนโดยชอบธรรมไปให้ความยินยอม
- กรณีชาวต่างชาติ: หนังสือเดินทาง และหนังสือรับรองสถานภาพบุคคลจากสถานทูตหรือสถานกงสุล ที่แปลเป็นภาษาไทยและผ่านการรับรองจากกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ
11. การจดทะเบียนหย่า
- หย่าโดยความยินยอม: ทั้งสองฝ่ายต้องไปด้วยตนเอง พร้อมบัตรประจำตัวประชาชน ใบสำคัญการสมรส (ถ้ามี) และพยานบุคคล 2 คน หรือนำหนังสือสัญญาหย่าที่มีพยานลงลายมือชื่อ 2 คนไปยื่น
- หย่าโดยคำพิพากษาของศาล: นำสำเนาคำพิพากษาและหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดไปยื่นขอบันทึกการหย่า
- ข้อตกลงเรื่องทรัพย์สิน อำนาจปกครองบุตร และค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ควรทำเป็นลายลักษณ์อักษรให้ชัดเจน และควรปรึกษาทนายความก่อนลงลายมือชื่อ
12. การจดทะเบียนรับรองบุตร
- บัตรประจำตัวประชาชนของบิดา มารดา และบุตร (ถ้ามี)
- สูติบัตรของบุตร
- ความยินยอมของบุตรและมารดาของบุตร ทั้งสองต้องไปให้ความยินยอมต่อนายทะเบียนด้วยตนเอง หากบุตรหรือมารดาไม่อาจให้ความยินยอมได้ เช่น บุตรยังเยาว์มาก ต้องมีคำพิพากษาของศาลให้จดทะเบียนได้
13. การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม
- ผู้รับบุตรบุญธรรมต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี และมีอายุแก่กว่าผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมอย่างน้อย 15 ปี
- บัตรประจำตัวประชาชนของผู้รับและผู้เป็นบุตรบุญธรรม
- กรณีผู้เป็นบุตรบุญธรรมเป็นผู้เยาว์ ต้องมีหนังสืออนุมัติจากคณะกรรมการการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม (ยื่นเรื่องที่กรมกิจการเด็กและเยาวชนหรือสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด)
- กรณีผู้รับหรือผู้เป็นบุตรบุญธรรมมีคู่สมรส ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรส
14. การทำพินัยกรรม
พินัยกรรมมี 5 แบบ คือ แบบธรรมดา, แบบเขียนเองทั้งฉบับ, แบบเอกสารฝ่ายเมือง, แบบเอกสารลับ และแบบทำด้วยวาจา
- พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ทำต่อนายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขต ผู้ทำพินัยกรรมต้องไปด้วยตนเอง พร้อมพยาน 2 คน
- พินัยกรรมแบบเอกสารลับ ผู้ทำพินัยกรรมลงลายมือชื่อและปิดผนึกเอง แล้วนำไปแสดงต่อนายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขต พร้อมพยาน 2 คน
- พยานต้องบรรลุนิติภาวะ และต้องไม่เป็นผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมหรือคู่สมรสของผู้รับทรัพย์ มิฉะนั้นข้อกำหนดที่ให้ทรัพย์แก่ผู้นั้นจะเป็นโมฆะ
- เอกสาร: บัตรประจำตัวประชาชน, ทะเบียนบ้าน, รายการทรัพย์สินและหลักฐาน เช่น โฉนดที่ดิน สมุดบัญชีเงินฝาก
15. การขอจดทะเบียนสมาคม
ผู้จะเป็นสมาชิกไม่น้อยกว่า 3 คน ยื่นคำขอตามแบบ ส.ค.1 ที่ที่ว่าการอำเภอที่สมาคมตั้งอยู่ (ต่างจังหวัด) หรือที่กองกำกับการ 3 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 2 สำนักงานตำรวจสันติบาล (กรุงเทพมหานคร) พร้อมเอกสาร 3 ชุด
- ข้อบังคับของสมาคม
- รายชื่อ ที่อยู่ และอาชีพของผู้จะเป็นสมาชิก ไม่น้อยกว่า 10 คน และของผู้จะเป็นกรรมการ
- รายงานการประชุมก่อตั้งสมาคม
- แผนผังที่ตั้งสำนักงานใหญ่และสาขา (ถ้ามี) และหนังสืออนุญาตให้ใช้สถานที่
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านของผู้จะเป็นสมาชิกและกรรมการ
ค่าธรรมเนียม: จดทะเบียนสมาคม 2,000 บาท / จดทะเบียนแก้ไขข้อบังคับหรือเปลี่ยนแปลงกรรมการ ครั้งละ 200 บาท / ขอตรวจเอกสาร ครั้งละ 50 บาท / คัดสำเนาพร้อมรับรอง ฉบับละ 10 บาท (ไม่เกิน 500 บาท) / คำขออื่น ๆ ครั้งละ 5 บาท
16. การขอทะเบียนการขายทอดตลาดและค้าของเก่า
- บัตรประจำตัวประชาชน หรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว พร้อมใบอนุญาตทำงานและสำเนา
- ทะเบียนบ้านและสำเนา
- รูปถ่ายหน้าตรง ขนาด 2 นิ้ว จำนวน 3 รูป
- ทะเบียนพาณิชย์ หรือหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลและสำเนา
- หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ หรือหลักฐานการเป็นเจ้าของหรือสัญญาเช่า
- ใบอนุญาตจากกรมศิลปากร (กรณีค้าโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุ)
17. การขออนุญาตจัดตั้งสุสานและฌาปนสถาน
- บัตรประจำตัวประชาชนหรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว และทะเบียนบ้าน
- หนังสือแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดินที่จะใช้เป็นที่ตั้งสุสาน
- แผนที่แสดงเขตที่ดินและบริเวณใกล้เคียง และแผนผังการใช้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
- กรณีนิติบุคคล: หลักฐานการเป็นนิติบุคคลและวัตถุประสงค์ และหลักฐานว่าผู้ยื่นคำขอเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทน
18. การอุทิศที่ดินให้เป็นทรัพย์สินของศาลเจ้า
ศาลเจ้าที่ตั้งอยู่ในที่ดินของรัฐ หรือที่ดินที่เอกชนให้เป็นกรรมสิทธิ์ของศาลเจ้า อยู่ในการกำกับดูแลของทางราชการ ผู้ประสงค์จะอุทิศที่ดินให้ยื่นความจำนงเป็นหนังสือต่อนายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตท้องที่ที่ดินตั้งอยู่ พร้อมเอกสาร
- คำร้องระบุชื่อและที่อยู่ของผู้อุทิศที่ดิน
- ทะเบียนบ้านและบัตรประจำตัวประชาชน
- รายละเอียดที่ดินพร้อมโฉนดที่ดินหรือหลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์
อำเภอหรือเขตจะตรวจสอบเอกสาร สอบสวนผู้อุทิศตามแบบ ปค.14 แล้วเสนอจังหวัดหรือกรุงเทพมหานครพิจารณาอนุมัติรับมอบที่ดิน
เรื่องที่มีผลต่อสิทธิหรือทรัพย์สิน เช่น การหย่า การรับบุตรบุญธรรม การรับรองบุตร และการทำพินัยกรรม ควรปรึกษาทนายความก่อนดำเนินการ
ต้องการทนายความช่วยเหลือเรื่องที่ต้องติดต่ออำเภอหรือเขต โทร 089-226-8899
ข้อมูลปรับปรุงเมื่อเดือนกันยายน 2569 อ้างอิงกฎหมายและระเบียบที่ใช้บังคับในปัจจุบัน รายละเอียดและค่าธรรมเนียมอาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรสอบถามสำนักทะเบียนก่อนเดินทาง

