ทำอย่างไรเมื่อถูกฟ้องคดี
ทำอย่างไรเมื่อถูกฟ้องคดี
เมื่อได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องจากศาล อย่านิ่งเฉยหรือทิ้งหมายไว้ เพราะกฎหมายกำหนดระยะเวลาให้จำเลยต้องทำคำให้การ หากพ้นกำหนด ศาลอาจตัดสินให้แพ้คดีโดยที่ท่านไม่มีโอกาสต่อสู้
1. ตรวจเอกสารที่ได้รับทันที
- ดูว่าเป็นศาลใด คดีหมายเลขดำที่เท่าไร ใครเป็นโจทก์ ฟ้องเรื่องอะไร และเรียกร้องเงินเท่าไร
- จดวันที่ได้รับหมาย หรือวันที่เจ้าหน้าที่ปิดหมายไว้ที่บ้าน และวันนัดของศาล
- ตรวจว่าเป็นคดีแพ่งสามัญ คดีมโนสาเร่ (ศาลแขวง) คดีผู้บริโภค หรือคดีอาญา เพราะกำหนดเวลาและวิธีต่อสู้ต่างกัน
2. กำหนดเวลายื่นคำให้การในคดีแพ่ง
- คดีแพ่งสามัญ: ต้องยื่นคำให้การภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง (ป.วิ.พ. มาตรา 177) กรณีเจ้าหน้าที่ปิดหมาย การส่งหมายจะมีผลเมื่อพ้น 15 วันนับแต่วันปิดหมาย (มาตรา 79)
- คดีมโนสาเร่และคดีที่ไม่มีข้อยุ่งยากในศาลแขวง: จำเลยต้องไปศาลในวันนัดพิจารณา และให้การด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือในวันนั้น
- คดีผู้บริโภค (เช่น สินเชื่อ บัตรเครดิต เช่าซื้อ): จำเลยต้องไปศาลในวันนัดพิจารณา ศาลจะไกล่เกลี่ยก่อน หากตกลงกันไม่ได้ จำเลยให้การด้วยวาจาหรือยื่นคำให้การเป็นหนังสือในวันนั้น
- หากทำคำให้การไม่ทัน ให้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การต่อศาลก่อนครบกำหนด
- ยื่นเอกสารทางออนไลน์ผ่านระบบ e-Filing ของศาลยุติธรรมได้
3. สิ่งที่ควรมีในคำให้การ
- ยอมรับหรือปฏิเสธข้อกล่าวหาของโจทก์แต่ละข้อให้ชัดแจ้ง พร้อมเหตุผลของการปฏิเสธ
- ข้อต่อสู้ที่ต้องยกขึ้นในคำให้การ มิฉะนั้นอาจยกขึ้นภายหลังไม่ได้ เช่น คดีขาดอายุความ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง หนี้ระงับแล้ว หรือจำนวนเงินที่เรียกร้องไม่ถูกต้อง
- หากจำเลยมีสิทธิเรียกร้องต่อโจทก์ในเรื่องเกี่ยวกัน ฟ้องแย้งมาในคำให้การได้
- แนบหรืออ้างเอกสารหลักฐาน เช่น ใบเสร็จ หลักฐานการโอนเงิน สัญญา ข้อความสนทนา
4. ถ้าขาดนัดหรือไม่ยื่นคำให้การ
- โจทก์มีสิทธิขอให้ศาลพิพากษาให้ชนะคดีโดยขาดนัดยื่นคำให้การ (ป.วิ.พ. มาตรา 198)
- จำเลยที่ขาดนัดโดยไม่จงใจหรือมีเหตุอันสมควร อาจขออนุญาตยื่นคำให้การ หรือขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด ควรรีบปรึกษาทนายความทันที
5. การไกล่เกลี่ยและการประนีประนอมยอมความ
- ศาลมีศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท จำเลยขอเจรจาผ่อนชำระ ลดยอดหนี้ หรือตกลงเงื่อนไขอื่นกับโจทก์ได้ทั้งก่อนและระหว่างพิจารณา
- เมื่อตกลงกันได้ ศาลจะพิพากษาตามยอม ซึ่งมีผลบังคับเหมือนคำพิพากษา หากผิดนัดตามสัญญายอม โจทก์บังคับคดีได้ทันที จึงควรตกลงเฉพาะเงื่อนไขที่ทำได้จริง
6. หลังศาลมีคำพิพากษา
- ผู้ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา ยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 1 เดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษา (บางคดีมีข้อจำกัดการอุทธรณ์ตามทุนทรัพย์ หรือต้องได้รับอนุญาต)
- การอุทธรณ์ไม่ทำให้การบังคับคดีหยุด หากต้องการให้หยุด ต้องยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ
- หากแพ้คดีและไม่ชำระตามคำพิพากษา เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิบังคับคดีภายใน 10 ปี เช่น ยึดทรัพย์หรืออายัดเงินเดือน ดูเพิ่มเติมที่ ทำอย่างไรเมื่อถูกบังคับคดี
7. กรณีถูกฟ้องคดีอาญา
- กรณีผู้เสียหายฟ้องเอง ศาลจะนัดไต่สวนมูลฟ้องก่อน จำเลยไม่จำเป็นต้องไปศาลในนัดไต่สวนมูลฟ้อง แต่มีสิทธิแต่งทนายความเข้าไปถามค้านพยานโจทก์ได้
- หากศาลประทับรับฟ้อง จำเลยต้องไปศาลตามนัด และควรเตรียมหลักประกันสำหรับขอปล่อยชั่วคราว
- ดูรายละเอียดเพิ่มที่ ทำอย่างไรเมื่อตกเป็นจำเลย และ ทำอย่างไรเมื่อตกเป็นผู้ต้องหา
8. ข้อควรปฏิบัติ
- รีบปรึกษาทนายความตั้งแต่วันที่ได้รับหมาย เพื่อไม่ให้เสียสิทธิเพราะพ้นกำหนดเวลา
- เก็บรวบรวมเอกสารและหลักฐานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับคดี อย่าทำลายหรือแก้ไขหลักฐาน
- ไปศาลตามนัดทุกครั้ง หากไปไม่ได้ต้องแจ้งศาลล่วงหน้าพร้อมเหตุผล
- หลีกเลี่ยงการโต้ตอบหรือทำข้อตกลงกับฝ่ายตรงข้ามโดยไม่ได้ปรึกษาทนายความ และไม่ลงลายมือชื่อในเอกสารที่ยังไม่เข้าใจ
- ผู้มีรายได้น้อย ขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา (ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล) หรือขอความช่วยเหลือจากกองทุนยุติธรรม และสภาทนายความได้
ดูที่ตั้งและเบอร์โทรศาลได้ที่ รายชื่อศาลยุติธรรมทั่วประเทศ
ถูกฟ้องคดีและต้องการทนายความช่วยทำคำให้การหรือว่าความ โทร 089-226-8899
ข้อมูลปรับปรุงเมื่อเดือนกันยายน 2569 เป็นข้อมูลทั่วไป มิใช่คำแนะนำทางกฎหมายเฉพาะคดี แต่ละคดีมีข้อเท็จจริงและกำหนดเวลาต่างกัน ควรปรึกษาทนายความ